มาเปิดประสบการณ์กับแวดวงฟุตบอลในระดับโลกของเหล่าทีมที่เข้ารอบสุดท้ายในศึก 2018 FIFA World Cup กับทีม ซาอุดิอาระเบีย กับเว็บไซต์กีฬาที่จะนำพาแฟนบอลทุกท่านไปพบกับเรื่องราวของเหล่าขุนพลเศรษฐีน้ำมันที่สามารถเข้ารอบตีตั๋วไปฟุตบอลโลกของปี 2018 ในรอบสุดท้ายได้ นับเป็นการสิ้นสุด 12 ปีแห่งการรอคอยของทีมชาติซาอุฯ เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ภายในเว็บไซต์ยังมีการนำเสนอข่าวสารอัพเดท และข้อมูลที่น่าสนใจของนักเตะภายในทีม ที่จะทำให้แฟนบอลได้ร่วมลุ้นร่วมเชียร์เป็นกำลังใจให้ทีมเศรษฐีน้ำมันในศึกเวิลด์คัพพร้อมกัน

จัดเต็ม!! ทีมฟุตบอลซาอุดิอาระเบีย มาดูสิว่ามีความเป็นมาอย่างไร

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่ากลัว สำหรับทีมชาติซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น FIFA World Cup หรือ AFC Asian Cup โดยในการแข่งขันแต่ละครั้ง ทีมชาติซาอุดอาระเบียก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง แต่กว่าที่ทีมซาอุดีอาระเบียจะมาเส้นทางดังเช่นทุกวันนี้ มันไม่ได้ง่ายเลย เพราะพวกเขาต้องผ่านอะไรมามากมาย ซึ่งวันนี้เราจะกลับไปย้อนเส้นทางก่อนที่จะมาเป็นทีมระดับแถวหน้าของเอเชียดังเช่นในวันนี้

รูปหมู่รักเตะซาอุ

จุดเริ่มต้น

ฟุตบอลในประเทศซาอุดิอารเบีย เริ่มมีการเล่นและแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วง พ.ศ.2513 และถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการโดยสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดิอาราเบีย ในปี พ.ศ. 2499 ที่สำคัญของทีมซาอุดิอาระเบียก็คือ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน นับตั้งแต่ปี พ. ศ. 2537 เป็นต้นมา นอกจากนั้นทีมชาติซาอุดิอาระเบียยังได้รับเกียรติในระดับทวีปและระดับโลกพอสมควร โดยซาอุดิอาระเบียเคยติดอันดับ 1 ใน 30 ของโลกในการจัดอันดับ FIFA RANKING มาแล้ว โดยไต่อันดับสูงสุดไปถึงที่ 21 ในเดือน กรากฎาคมปี 2547 และทีมชาติซาอุดิอาระเบียเองก็เคยตกต่ำเช่นกัน โดยหลุดจากทีมในอันดับ 1 ใน 100 ลงไปถึงอันดับ 126 เลยทีเดียว ในการจัดอันดับเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 63 จากการจัดอันดับเมื่อเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา

ทีมชาติซาอุดิอาระเบียมีฉายาติดปากว่า The Falcons และ The Green ถ้าบ้านเราก็เรียกกันง่ายๆ ว่า สิงห์ทะเลทราย และ ทีมเศรษฐีน้ำมันนั่นเอง

นักเตะซาอุ

เส้นทางสู่ FIFA World Cup Russia 2018

เป็นการขับเคี่ยวระหว่างทีมชาติซาอุดีอาระเบียและทีมชาติออสเตรเลีย โดยก่อนแข่งนัดสุดท้ายทั้งสองทีมมีแต้มเท่ากัน แต่ประตูได้-เสีย ซาอุฯ ดีกว่า ซึ่งในนัดสุดท้ายออสเตรเลียลงสนามก่อน โดยเอาชนะทีมชาติไทยไปได้ 2-1 จึงทำให้ซาอุดิอาระเบียจำเป็นต้องเอาชนะญี่ปุ่นให้ได้ หากต้องการจะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ซึ่งก็ทำได้สำเร็จจากประตูชัยของฟาฮัด อัล-มูวาลัด ในนาทีที่ 63 ส่งผลให้จบอันดับที่สองด้วยผลงานแข่ง 10 นัด ชนะ 6 เสมอ 1 แพ้ 3 มี 19 คะแนน เท่ากับ ออสเตรเลีย แต่มีผลต่างประตูที่ดีกว่า จึงทำให้ซาอุดิอาระเบียได้ตั๋วไปชิงชัยใน FIFA World Cup Russia 2018 ในฐานะรองแชมป์กลุ่ม B และนี่ก็เป็นการย้อนเส้นทางของทีมชาติซาอุดีอาระเบียที่ได้นำมาฝากทุกท่าน ยังไงก็ต้องคอยติดตามผลงานในเวทีระดับโลกของซาอุดิอาระเบียต่อไป ว่าจะสามารถเข้าสู่รอบลึกๆ ใน FIFA World Cup ได้หรือไม่

บทความแนะนำ

     ตัวแทนสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติยืนยันว่าการไม่ร่วมพิธีไว้อาลัยผู้เสียชีวิตในเหตุก่อการร้ายเมืองแมนเชสเตอร์ของทีมชาติซาอุดิอาระเบียนั้นไม่ขัดข้อบังคับแต่อย่างใด ทั้งนี้ตัวแทนสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ยืนยันว่าจะไม่มีการลงโทษทีมชาติซาอุดิอาระเบียในกรณีดังกล่าวก่อนเกมฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชียกับออสเตรเลีย ซึ่งในเกมนี้ทำการแข่งขันที่เมืองแอดิเลด      โดยก่อนเกมมีการตกลงกันว่าจะมีพิธียืนไว้อาลัย 1 นาที ให้กับคริสตี้ โบเดน และซาร่า เซเลนัค ชาวออสเตรเลียสองคนที่เสียชีวิตในเหตุวางระเบิดสถานที่จัดคอนเสิร์ตในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่ตัวแทนของทีมชาติซาอุดิอาระเบียขอไม่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าขัดต่อวัฒนธรรมของประเทศซาอุดิอาระเบีย และจะขอยืนในตำแหน่งรอพร้อมเล่นอยู่ในแดนตัวเอง เพื่อให้เกียรติแก่พิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภาพการไม่ให้ความร่วมมือของผู้เล่นทีมชาติซาอุดิอาระเบียก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทุกฝ่าย ลุกลามไปจนถึงมีการเชื่อมโยงว่า ซาอุดิอาระเบียเห็นดีด้วยกับผู้ก่อการร้าย ร้อนถึงสมาคมฟุตบอลซาอุดิอาระเบียต้องออกแถลงการณ์ขอโทษในการตัดสินใจดังกล่าวของทีม และแม้จะสร้างความไม่พอใจให้หลายต่อหลายฝ่าย แต่ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ก็ยืนยันการกระทำของทีมชาติซาอุดิอาระเบีย… Read more »